วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ขนาดไปทำฮัจญ์มันยังคิดจะมุตอะฮฺอีก!!!





ผมได้เข้าไปอ่านเจอในเว็บไซต์ของอุลามาอ์ใหญ่ชีอะฮฺจากอิรัคชื่อว่า อะลี ซิสตานี เข้าได้ตอบฟัตวาเกี่ยวกับมุตอะฮฺไว้ว่า

السؤال: ماذا تعني كلمة التمتع في عمرة أو حج التمتع ؟

الجواب: يعني العمل الذي يتضمن جواز التمتع بالنساء في أثناءه

ถาม: อะไรคือความหมายของคำว่า "ตะมัตตัวอฺ" ในระหว่างการทำอุมเราะฮฺหรือฮัจญ์ชั่วคราว?

ตอบ: มันหมายถึงการเล่นมุตอะฮฺกับสาวๆ

ซุบฮานัลลอฮฺลัทธิกระหายมุตอะฮฺแม้กระทั่งบนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และอยู่ในช่วงแห่งการแสวงบุญมันยังไม่เว้น

คำถามสำหรับชีอะฮฺ
1.นี่คือแบบอย่างอันงดงามที่ชีอะฮฺต้องทำให้ได้สักครั้งในชีวิตใช่ไหม
2.ท่านเคยทำแบบนี้แล้วหรือยัง
3.ถ้ายังไม่เคยแล้วเมื่อไหร่จะทำและจะทำกี่ครั้ง

ฟัตวานี้เซฟมาจากเว็ปไซต์ของเจ้าตัวเองเลย ตรงคำถามที่3 หากใครเซฟหน้าเวปเก็บไว้เป็นหลักฐานได้จะเป็นการดี

http://www.sistani.org/local.php?module ... =5&cid=336

อยาตุลลาตซิสตานีประกาศลั่น : การอัดถั่วดำตามแนวทางรอฟิเฎาะฮฺไม่ถือว่าเป็นสิ่ง “หะรอม” !!


อยาตุลลาต ซิสตานี


ตื่นตะลึงไปทั่วโลก เมื่ออภิมหาปราชญ์ของชาวรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺจากประเทศอิรัค อย่างอยาตุลลาต อะลี ซิสตานี ประกาศฟัตวาทางเพศที่ระบุถึงข้ออนุมัติในการเสพย์สุขทางทวารหนักระหว่างสามี ภรรยา!!

สิ่งที่จะเขียนต่อไป นี้หาใช่ข้อใส่ไคล้หรือการบิดเบือนใดๆของข้าฯเลย หากแต่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงจากคำฟัตที่ปรากฏอยู่ในเว็ปไซต์ของอุลามาอ์ รอฟิเฎาะฮฺผู้นี้ ดังที่ท่านผู้อ่านกำลังเห็นอยู่ในรูปภาพข้างล่างนี้คือการเซฟหน้าเวปไซต์ของ พวกเขาเพื่อเป็นหลักฐานมัดตัวชีอะฮฺที่คิดจะแก้เกี้ยวปฏิเสธทั้งหลาย


Q42) Is anal intercourse permissible?

A42) Permission is bound to wife’s agreement, but it is strongly undesirable.

คำถามที่ 42 : การร่วมรักกันทางทวารหนักนั้นเป็นที่อนุมัติหรือไม่?

ตอบ : การอนุญาตให้กระทำหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตกลงกับภรรยาว่านางต้องการรึปล่าว? แต่ทว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างมาก


Q51) What is the ruling on anal sex? Is a Moslem allowed to have anal sex?

A51) Based on the widely held opinion of Shiite scholars this act (anal sex) is strongly Makrooh (undesirable, what is not Haram to do, but it is better to avoid). There is no objection to the couple getting pleasure from the entire body of one another. But it should be taken into consideration that some actions are beneath human dignity.

คำถามที่ 51 : อะไรคือข้อตัดสินต่อการร่วมเพศทางทวารหนัก? บรรดามุสลิมได้รับการอนุญาตให้ร่วมเพศทางทวารหนักไหม?

ตอบ : ตามทัศนะที่ได้ถือกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักปราชญ์ชีอะฮฺแล้ว การร่วมเพศทางทวารหนักนั้นเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ(มักรุฮฺ)ค่อนข้างมาก แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องห้ามโดยสิ้นเชิงในการที่จะกระทำมันแต่ก็ดีกว่าหาก จะไม่ทำมัน และไม่มีข้อคัดค้านใดๆสำหรับคู่สามีภรรยาที่จะเสพย์สุขจากเรือนร่างทุกส่วน ของคู่รัก แต่มันจะต้องถูกนำไปสู่การพิจารณาว่าการกระทำบางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ ภายใต้เกียรติของมนุษย์

Q52) When a woman is in her period, can she have anal intercourse?

A52) If wife is consenting to it, it is permissible but it would be extremely abominable.

คำถามที่ 52: ในยามที่สตรีอยู่ในช่วงมีประจำเดือน นางสามารถมีเซ็กส์ทางทวารได้ไหม?

ตอบ : หากว่าภรรยานั้นยินยอมที่จะกระทำมันมันก็เป็นสิ่งที่อนุญาต แต่มันก็เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจมาก

ข้อมูลจาก : http://www.alulbayt.com/rulings/11.htm

สรุป: จากฟัตวาเหล่านี้นั้นเราสามารถสรุปได้เลยว่า พวกรอฟิเฎาะฮฺนั้นมองการสังวาสสมสู่ทางทวารหนักเป็นเพียงสิ่งที่เข้าข่ายฮุ กุ่ม มักรุฮฺ หรือน่ารังเกียจเท่านั้น คือกระทำไปแล้วไม่มีบาปความผิดใดๆเพราะการมีเซ็กส์กันในรูปแบบดังกล่าวตาม เพสวิภีของรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺแล้วไม่ใช่เรื่องที่หะรอม ดังนั้นในการมีประจำเดือนของสตรีชีอะฮฺหรือการมุตอะฮิก็ตามคู่นอนของนางก็ สามารถร่วมเพศทางทหารหนักได้

อย่าง ไรก็ตามมุมมองทางเพสต่อการทำเว็จมรรคเหล่านี้ส่วนทางกับอิจมาอ์ของชาวซุนนะ ฮฺทั้งปวงที่ถือว่าการกระทำลิวาฏหรือสังวาสทางประตูหลังนั้นเป็นสิ่งต้อง ห้ามดังใจความของอัลกุรอานที่ว่า

23 : 5. และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษา (ไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของ) ทวารของพวกเขา

คำ ว่าจากทวารของพวกเขาหมายถึงรักษาความบริสุทธิ์ไว้จากสิ่ง ที่เป็นหะรอม หมายถึงสิ่งไม่อนุญาตให้กระทำ เช่น การซินา การเสพสุขทางทวารหนัก (ที่เรียกกันว่า อัลลิวาฎ) และการเปิดเผยอวัยวะเพศที่พึงสงวน

ดัง นั้นผู้ใดแปรเปลี่ยนสิ่งหะรอมมาเป้นหะล้าลอย่างจงใจเขาผู้นั้นจึงเป็นกา เฟร และผู้ใดเชื่อว่าการสังวาสทางบั้นท้ายคือสิ่งอนุมัติพวกเขาก็เป็นกาเฟรเช่น กัน! วัลลอฮุอะอฺลัม

เมื่อรอฟิเฎาะฮฺลืมตะกียะฮ์.mpg




ฟัตวาอนุญาติให้ฆ่าชาวซุนนะฮฺของพวกชีอะฮฺอัรรอฟิเฎาะฮฺ!!!!



พี่น้องทั้งหลาย ท่านเคยทราบบ้างไหมว่าในขณะที่เราร้องไห้ดุอาร์แก่ชาวปาเลสไตน์และมุญาฮิดีนที่ถูกอเมริกาและยิวฆ่าแกงนั้น เราลืมใครอีกไหม? ในขณะที่เราจัดเสวนาว่าด้วยเรื่องปัญหาปาเลสไตน์และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงการละเมิดสิทธิมนุษชนเรากลับแกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่รู้ว่าใครที่ชั่วกว่ายิวอเมริกาเสียอีก!!! ในขณะที่เรากำลังเรียกร้องชาวโลกตระหนักถึงปัญหาในปาเลสไตน์ อัฟกานิสถาน และอื่นๆที่มีมุสลิมถูกกดขี่รังแก เรากลับลืมไปเสียแล้วว่าที่อิรัค อันเป็นแผ่นดินที่ผลิตอุลามาอ์ระดับโลกของชาวมุสลิมอย่างท่านนัวอฺมาน บินษาบิต หรือท่านอิมามอะบูหะนีฟะฮฺเจ้าสำนักนิติศาสตร์ฮะนะฟีย์แต่พี่น้องมุสลิม มากมายกลับถูกฆ่าแกงในดินแดนแห่งนี้ และมิหนำซำยังถูกฆ่าแกงจากกลุ่มบุคคลที่สร้างภาพตัวว่าเป็นมุสลิมยิ่งไปกว่า นั้นในบ้านในเมืองเราก็ยังปรากฎคนกลุ่มนี้เดินเคียงข้างผู้หลักผู้ใหญ่ มุสลิม "หน้าโง่" บางคนที่นิยมเล่นการเมืองและหาเครือข่ายเพื่อสร้างบทบาทในสังคม คนกลุ่มนี้สามารถขอช่องเพื่อทำทีวีในรายการโทรทัศน์ช่วงเดือนรอมฎอนจากสำนัก จุฬาราชมตรีได้ คนกลุ่มนี้สามารถทำวารสารนิสาและตูบาอันเป็นวารสารเปิดเผยความงามทางเพศ อย่างโจ๋งครึ่มโดยเอาพวกผู้ใหญ่และมุสลิมมะฮฺหน้าโง่ในสังคมมุสลิมไปขึ้นปก ถ่ายแบบและเป็นที่ปรึกษากองบรรณาธิการได้ คนกลุ่มนี้สามารถขอศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทยจัดงานละศีลอดได้ คนกลุ่มนี้สามารถตั้งองค์กรช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ได้และพยายามเข้ามามี บทบาทในการเมืองสกปรกที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะใน ศอบตหรืออื่นๆ คนกลุ่มนี้พยายามจะตั้งพรรคการเมืองในนามพรรคมุสลิมโดยดึงผู้ใหญ่ในสังคมมุ สลิมโง่ๆบางคนไปเป็นลิ่วล้อได้ คนกลุ่มนี้พยายามเสแสร้งเรียกร้องความเป็นเอกภาพในสังคมมุสลิมและผลิตวาทะ กรรมทำลายอิสลามว่า "วะฮะบีย์" จนเป็นผลให้มุสลิมงี่เง่าบางคนหันมาต่อต้านกลุ่มคนที่ต่อสู้กับชนเหล่านี้ โดยอ้างว่ามุสลิมที่ยืนหยัดต่อสู้กับพวกชีอะฮฺนั้นสร้างความแตกแยก ไม่สนใจปัญหาใหญ่ของโลกมุสลิมเช่นปาเลสไตน์ ละเลยปัญหาสังคมวัยรุ่นมุสลิมเหลวไหล ชีอะฮฺคือพี่น้องนะไปว่าเขาทำไมและข้อหามากมายอื่นๆอันเป็นบั่นทอนกำลังใจ ของผู้ต่อสู้รุ่นใหม่ๆ และที่สำคัญคนกลุ่มนี้พยายามจะยึดครองโลกมุสลิมทุกวิถีทางตามสถานการณ์ของใน แต่ละประเทศจะเอื้ออำนวยไม่ว่าจะเผยแพร่ลัทธิของตนด้วยหนังสือ และเงินตลอดจนล่อลวงวัยรุ่นด้วยหลักการ สังวาสชั่วคราว"มุตอะฮฺ"จนเป็นเหตุให้วัยรุ่นมุสลิมอ่อนหัดหลายคนน้อมรับ หลักการข้อนี้และดำเนินการตอบสนองความอยากกันอย่างโจ๋งครึ่ม ดังปรากฎให้เห็นมากมายตามหอพักหน้า ม.รามคำแหง หรือแม้แต่กระทั่ง มหาลัยที่มุสลิมเป็นชนส่วนมากอย่าง มอ.ปัตตานีก็ตาม!!!

คนกลุ่มนี้คือชีอะฮฺอัรรอฟิเฎาะฮฺ
- กลุ่มชนผู้เคียดแค้นชิงชังซอฮาบะฮฺของท่านนบีเป็นที่สุดด้วยการเขียนตำรา พิสูจน์ว่ากลุ่มชนยุคท่านนบีมีแต่คนเลวทั้งสิ้นแม้กระทั่งภรรยาของผู้ประกาศ ศาสนาเหลือเพียงคนไม่ถึง 100 คนจากแสนคนทั้งหมด!!!
- กลุ่มชนผู้เสี้ยมสอนว่านบีมุฮัมมัดทำงานศาสนาล้มเหลว
- กลุ่มชนผู้ที่ทำลายอัลกุรอานได้ร้ายกาจกว่ายิวและอเมริกา ด้วยการอธิบายอัลกุรอานอย่างบิดเบือนและเขียนหนังสือยืนยันว่าอัลกุรอานถูก เปลี่ยนแปลงแก้ไขไปแล้ว
- กลุ่มชนที่ทำลายอัลหะดิษและซุนนะฮฺต่างๆ
- กลุ่มชนที่สอนว่านบีมีเมียเป็นหญิงกาเฟรแถมภรรยายังทรยศหลังจากท่านนบีตายไปโดยลอบไปทำซินากับชายอื่น
- กลุ่มชนที่สอนว่าพ่อตาและลูกเขยของท่านนบีคือมหาโจรที่ปล้นตำแหน่งคอลีฟะฮฺจากท่านอะลี
- กลุ่มชนที่เชื่อว่าอัลลอฮฺไม่รู้ล่วงหน้าและยกมนุษย์ 12 คนเป็นภาคีต่อพระองค์
- กลุ่มชนที่เชื่อว่าเฮโรอีนขายได้ เกย์เป็นได้ สังวาสในเดือนรอมดอนได้
- กลุ่มชนเหล่านี้คือผู้ที่นักวิชาการมุสลิมทั้งหมดเอกฉันท์ว่าเป็น "กาเฟร" และตลบตะแลงที่สุดยิ่งกว่ายิว
และสารพัดความชั่วอื่นๆของพวกเขา

แต่ ก็น่าสมเพทที่ว่าเมื่อชนกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่มากมายในสังคมมุสลิมและดึงคน เอาวามไปสู่ลัทธิแนวทางของตน ก็ไม่ปรากฎผู้หใญ่ในบ้านในเมืองของเราจะจริงจังต่อต้านพวกนี้กันแต่อย่างใด เลย ยิ่งไปกว่านั้นกลับสนับสนุนส่งเสริมร่วมงานกับคนกลุ่มนี้ด้วยการแปลหนังสือ เล่นการเมือง เปิดเว็บไซต์ให้คนเหล่านี้ด่าทอบรรดาซอฮาบะฮฺอย่างหน้าไม่ละอายเพราะคิดโง่ๆ ว่าคนกลุ่มนี้คือ นิกาย ในอิสลามเท่านั้น!!!ทั้งที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่ามุสลิมทั้งหมดคือกาเฟร!!!!!



จุดยืนของชีอะฮฺอัรรอฟิเฎาะฮฺจากอดีต-ปัจจุบัน ความอาฆาตอมตะนิรันด์กาล

1.ซัยยิด อัลญะซาอิรีย์

ชาย ผู้นี้คืออุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺนามอุโฆษและเป็นรากฐานแก่แนวทางของรอฟิเฎาะฮฺ เขาได้ฟัตวาไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า "อัลอันวารอันนัวอฺมานี" หน้าที่ 307 ซึ่งเราได้ทำการถ่ายแสกนมาให้ท่านได้รับชมกัน





"เป็นสิ่งที่อนุญาตสำหรับชาวชีอะห์ที่จะฆ่าชาวซุนนีหรือปล้น เพราะพวกนี้เป็นกาเฟรฮัรบี!!!!!!!"


ยิ่งไปกว่านั้นในประเทศอิรัคอันเป็นดินแดนที่ร้อนระอุไปด้วยไฟแห่งสงครามจากการรุกรานของอเมริกา
อุ ลามาอ์ชีอะฮฺอัรรอฟิเฎาะฮฺกลับร่วมมือกับฝ่ายอเมริกาอย่างน่าเจ็บใจและที่ น่าปรบมือให้แก่ผู้ใหย่ในสังคมมุสลิมก็คือ คำพูดที่ว่า "ชีอะฮฺคือพี่น้องของเราแต่วะฮะบีย์คือลัทธิทำลายอิสลาม"!!!!!

คนซ้าย: อับดุลอะซิสอัลหะกีม ผู้นำศาสนาของพวกชีอะฮฺอัรรอฟิเฎาะฮฺในอิรัคปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธาณสภาปฏิวัติอิสลามแห่งอิรัค



 อับดุลอะซิส กับ เด็กในบัญชาของรัฐอิสลามปลอมแห่งอิหร่านผู้ประกาศตัวจะทำสงครามกับอเมริกาแต่ไม่เคยรบจริงๆสักที

คนซ้าย:อะลี คอมาเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กับอับดุลอะซิส อัลหะกีม เด็กปั้นของชีอะฮฺอัรรอฟิเฎาะฮฺ





คลิปวิดีโอแบ่งผลประโยชน์ระหว่างชีอะฮฺกับอเมริกา คลิกดูกันได้ที่




2. ฟัตวาจากนักการศาสนาชีอะฮฺในอิรัคให้ฆ่าซุนนี

กรุณาดูคลิปแถลงการณ์ฟัตวาฆ่าชาวซุนนีได้ที่ ซึ่งชายผู้ประกาศฟัตวาในวิดีโอนี้คือกลุ่มของนายมุคตะดาร์ ซ็อดรฺ และอับดุลอะซีส 



ในวิดีโอดังกล่าวผู้ ประกาศฟัตวาได้กล่าวไว้ว่า "พวกวะฮะบีย์ (ชาวซุนนะฮฺ) คือกลุ่มชนที่อัลลอฮฺสาปแช่งและท่านมุฮัมมัด ศอดิก ศ็อดรฺ(อุลามาอ์ใหญ่ของชีอะฮฺ) ได้ฟัตวาไว้ว่าพวกวะฮะบีย์นั้นสกปรกโสโครก(นะยิส) และพวกท่านจงฆ่าพวกวะฮะบีย์สกปรกเหล่านั้นให้หมดเถิด


ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า เชคยาซิร อัลหะบีบ ได้ฟัตวาเรียกร้องให้ชาวชีอะฮฺทำลายมัสยิดของพวกซุนนี!!!!!
ดูได้ที่


http://www.dailymotion.com/video/xxbyo_ ... yyyyy_news


 

ดุอาที่พวกชีอะฮฺสาปแช่งแก่ท่านอบูบัก ท่านอุมัร และลูกสาว

ดุอาฮฺว่าด้วยเจว็ดทั้งสองของชาวกุเรช

เรา ลองมาดูกันที่บทดุอาฮฺของพวกชีอะฮฺ ที่พวกมันได้ทำขึ้นมา เรียกว่า “ดุอาฮฺว่าด้วยเจว็ดทั้งสองของชาวกุเรช” โดยที่เจว็ดทั้งสองของชาวกุเรชนั้น พวกเขาได้หมายถึง ท่านอบูบักร และ ท่านอุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุม แต่ให้ตายสิ(ผู้แปล)เมื่อใครก็ตามที่ถามพวกเขา เขาก็จะตอบมาว่า “ปล่าวเราไม่ได้ประณามศอฮาบะฮฺ”(อย่างที่อุลามะอฺชีอะฮฺเมืองไทยกล่าว) ถ้าอย่างนั้นก็อยากจะให้ทุกคนดูนี่กัน..................
คำแปล
“โอ้ อัลลอฮฺโปรดประทานความสันติแด่ท่านนบีมุฮัมหมัด และวงศ์วานทายาทของท่าน และสาปแช่งแก่เจว็ดรูปปั้นทั้งสองของชาวกุเรช(อุมัร แอบูบักร), พ่อมดทั้งสองของชาวกุเรช ผู้นำทั้งสองที่อธรรมของชาวกุเรช ผู้ที่ปลิ้นปล้อนทั้งสองของชาวกุเรช และลูกสาวของพวกเขาทั้งสอง(ท่านหญิงอาอีชะฮฺ และท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ) ผู้ที่ไม่เห็นด้วยแด่คำสั่งของพระองค์(ท่านอบูบักรและท่านอุมัร) ผู้ที่ปฏิเสธวะหฺยูของพระองค์ ผู้ที่ปฏิเสธความดีของพระองค์ ผู้ที่ทำในสิ่งแตกต่างจากศาสนาของพระองค์ ผู้ที่เปลี่ยนคัมภีร์ของพระองค์ , ผู้ที่รักศัตรูของพระองค์ ผู้ที่ลังเลกับการตัดสินของพระองค์ ผู้ที่ต่อต้านกับคำสั่งของพระองค์ ผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อหลักฐานของพระองค์ ผู้ที่ทำให้คนที่พระองค์รักโกรธเคือง ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของศัตรูของพระองค์ ผู้ที่นำความเสียหายให้แก่ประเทศของพระองค์ และฉ้อโกงบ่าวของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺโปรดสาปแช่งแด่เขาทั้งสองคน และผู้ที่ตามพวกเขา และผู้ที่รักพวกเขา และคนของพวกเขา และผู้ที่ส่งเสริมพวกเขา และผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา และผู้ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามพวกเขา......................................”
นั่น คือบทดุอาอฺที่ว่าด้วยเจว็ดทั้งสองของชาวกุเรช ซึ่งชาวชีอะฮฺ12ได้ให้ความสำคัญแก่ดุอาอฺนี้อย่างยิ่ง และเช่นกัน อุลามะอฺของพวกเขาบอกว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง โดยที่มีอุลามะอฺของเขามากมายที่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับดุอาอฺบทนี้ ตัวอย่างเช่น : Al-Kaf'ami, Al-Kashani, Al-Nouri Al-Tubrisi, Asadallah Al-Haeiri, Murtada Hussain, Mandhoor Hussain, Al-Karkey, Al-damad Al-Hussaini, Al-Majlisi, Al-Tasaturi, Abu Al-Hassan Al-Amily, Abdullah Shubbar, Al-Haeiri, Mirza Habeeballah และอีกมากมาย และทั้งหมดนั้นก็เป็นอุลามะอฺระดับสูงกันทั้งนั้น และโคมั้ยนี่ ก็ได้เห้นพ้องกับดุอาอฺบทนี้เช่นกัน ในหนังสือชื่อว่า” Tuhfat Al-Owam Maqbool” และเหล่านี้คืออุลามะอฺของเขาที่เห็นด้วยกับดุอาอฺบทนี้ 1. Ayatulallah Sayyed Muhsin Hakeem Al-Tabtiba'ei 2. Ayatulallah Sayyed Abu Al-Qasim Al-Kho'ei 3. Ayatulallah Sayyed Rouhallah Khomenie 4. Ayatulallah Sayyed Mahmoud Al-Shamroudi 5. Ayatulallah Sayyed Muhamed Kazim Shari'atmdar 6. Ayatulallah Sayyed Ali Al-Naqi Al-Naqari….



Scan and Translation taken from ansar.org
http://shiaexposed.blogspot.com/2006/08 ... html#links
แปลโดย Azzohabie

โคไมนี่ประกาศลั่นพระเจ้าของพวกซุนนีไม่ใช่พระเจ้าของรอฟิเฎาะฮฺ!




พี่น้องท่านผู้อ่าน ที่รัก เราๆและท่านๆทั้งหลายเคยคิดอยู่เสมอว่าซุนนะฮฺ-ชีอะฮฺ จะเป็นศัตรูกันยังไงก็น่าจะยังศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าคนเดียวกันที่เราเรียก กันว่า "อัลลอฮฺ" อย่างไรก็ตามนับแต่นี้ไปความเชื่ออ่อนต่อโลกแบบนี้ต้องถูกปัดทิ้งไปเมื่อ ผู้นำสูงสุดของลัทธิชีอะฮฺอย่าง โคไมนี่ ได้ออกประกาศิตมาแล้วว่าพระเจ้าของซุนนีกับพระเจ้าของชีอะฮฺมันเป็นคนละองค์กัน

โคไมนี่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ"กัชฟุลอัสร็อร" ที่เขาได้เขียนขึ้นเพื่อสอนสั่งเหล่ารอฟิเฎาะฮฺว่า







"พวกเรา(ชีอะฮฺ)เคารพ และยอมรับแต่เพียงพระเจ้าที่เพียบพร้อมไปด้วยการกระทำที่มีพื้นฐานมาจากความ มีเหตุผลที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น และเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งไม่บัญชาหรือทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับหลักความเชื่อใน ด้านเหตุผล พวกเรา(ชีอะฮฺ) ไม่เคารพ สักการะพระเจ้าในแบบที่สร้างรัฐไว้เพื่อทำประกอบการดีและความยุติธรรมแต่ต่อ มากลับทำลายสิ่งเหล่านั้นเสียเองโดยการมอบอำนาจแก่คนเลวอย่าง ยะซีด มุอาวิยะฮฺ และอุษมาน!!!!!"


จากตัวอย่างของคำพูดสาวหาวอันชัดแจ้งข้างต้น เป็นที่ประจักษ์แจ้งเห็นจริงแล้วว่า ผู้นำในตำนานของรอฟิเฎาะฮฺผู้นี้ได้ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าที่ชาวซุนนะฮฺทุกคนเชื่อถือศรัทธากันมาตลอดระยะเวลาพันสี่ร้อยกว่าปี  กล่าวคือประวัติศาสตร์ได้เป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงการขึ้นครองอำนาจทางการเมืองของ ท่านอุษมาน ท่านมุอาวิยะฮฺ และ ยะซีดลูกชายของพวกเขา ในฐานะคอลีฟะฮฺ ซึ่งสำหรับชาวซุนนะฮฺแล้ว เราศรัทธาว่าการอำนาจทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นไปตามพระประสงค์แห่งการกำหนดสภาวการณ์ของพระองค์อัลลอฮฺตะอาลาทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดีทั้งสิ้น ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีการเคลื่อนไหวของผงธุลีใดบนผืนจักรวาลนี้เว้นแต่จะเป็นไปตามการกำหนดของพระองค์!

ท่านชัยคฺอุษมาน อัลคอมิส (ขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่าน) หนึ่งในปราชญ์ซุนนะฮฺที่กระชากหน้ากากแห่งความสามานย์ของรอฟิเำาะฮฺในโลกยุคปัจจุบันได้กล่าวอธิบายการกำหนดของอัลลอฮฺว่า 








คำถามสำหรับชีอะฮฺ
1.  พระเจ้าของรอฟิเฎาะฮฺมีหลายองค์ใช่ไหม จึงสามารถเลือกเอาที่ชอบทิ้งอันที่เกลียดได้แบบนี้
2. ซุนนีเชื่อว่าการที่มุอาวิยะฮฺ,ยะซีดและท่านอุษมานขึ้นดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเพราะตักดีร        ของอัลลอฮฺ แต่รอฟิเฎาะฮฺบอกว่าพระเจ้าองค์นี้รอฟิเฎาะฮฺไม่เอางั้นถามว่าพระเจ้าของชีอะฮฺไปหลบ อยู่ที่ไหน แล้วทำไมพระเจ้าของชีอะฮฺจึงไม่สามารถตักดีรได้ตามที่ต้องการ
3. โคไมนี่พูดถูกต้องแล้วหรือคนที่เชื่อต่างจกโคไมนี่ถูก ใครถูก ใครผิด ใครตะกียะฮฺ บอกมาหน่อยอยากรู้
4.โคไมนี่พูดแบบนี้ โคไมนี่ถูกฮุกุ่มกาเฟรไหม หรือว่า ชีอะฮฺที่ไม่เชื่อแบบนี้ต่างหากจะเป็นกาเฟร
5. ชีอะฮฺที่สนับสนุนหรือรักโคไมนี่คือชีอะฮฺที่ไม่เอาพระเจ้าที่ตักดีรให้คนเหล่านั้นมีอำนาจทางการเมืองใช่ไหม


อยากให้ชีอะฮฺมาช่วยๆตอบตามที่ถามไป
หรือพี่น้องอาจจะส่งคำถามนี้ไปที่อีเมลส์ข้างล่างนี้เพื่อสอบถามหาคำตอบก็ตามแต่สะดวกครับ
vuyood2007@hotmail.com
fix_minsar@hotmail.com
http://www.yomyai.igetweb.com

อิมามของรอฟิเฎาะฮฺอาเหล่มถึงเจ็ดหมื่นภาษา!!!!!!!!!!!!!

 
 
หนึ่ง ในความเชื่อ "อันพิสุทธิ์" จากมโนคติอันยิ่งใหญ่ของชาวรอฟิเฎาะฮฺได้ถูกฉายภาพให้เห็นจากตำราอัน "ศอเฮี๊ยฮฺ" ที่ชาวรอฟิเฎาะฮฺในบ้านเมืองเราชอบกล่าวเท็จว่า "ฎออีฟ" อยู่เสมอๆเพื่อกลบเกลื่อนและ "หลอกลวง" คนซื่อๆที่ไล่ตามความตลบตะแลงของพวกเขาไม่ทัน ตำราที่ว่าดังกล่าวนี้ก็คือ "อัลกาฟีย์" ที่เคยถูกท่านชัยคฺฟัยฎุลกะชานี ฟัตวาไว้ว่า "ไม่มีข้อบกพร่อง" มาแล้ว และเราก็พบคำสอนอันแปลกประหลาดจากตำราเล่มนี้ดังนี้

5 – أحمد بن محمد ومحمد بن يحيى، عن محمد بن الحسن، عن يعقوب بن يزيد، عن ابن أبي عمير، عن رجاله، عن أبي عبدالله عليه السلام قال: إن الحسن عليه السلام قال: إن لله مدينتين إحداهما بالمشرق والاخرى بالمغرب، عليهما سور من حديد وعلى كل واحد منهما ألف ألف مصراع وفيها سبعون ألف ألف لغة، يتكلم كل لغة بخلاف لغة صاحبها وأنا أعرف جميع اللغات وما فيهما وما بينهما، وما عليهما حجة غيري وغير الحسين أخي.

อะฮฺ มัดอิบนุมุฮัมมัด และมุฮัมมัด อิบนุยะฮฺยา ได้รายงานจากมุฮัมมัดอิบนุลหะซันจากยะอฺกู๊บอิบนุยะซีด จากอิบนุอบูอุมัยรฺ จากผู้คนของเขาจากอบูอับดุลลอฮฺ อลัยฮิสลาม ซึ่งไว้ดังนี้ : อัลหะซัน อลัยฮิสสลาม ได้กล่าวว่า และสำหรับพระองค์อัลลอฮฺนั้นทรงมี 2 เมืองคือ เมืองแห่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เมืองทั้งสองนี้มีอาณาเขตล้อมรอบพวกมันซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นมาจากธาตุเหล็ก และแต่ละอันของมันนั้นมีถึงล้านประตู และในเมืองดังกล่าวได้มีภาษาที่ใช้กันอยู่ถึง เจ็ดหมื่นภาษา!!!และฉันเข้าใจภาษาเหล่านั้นทั้งหมด

(จากหนังสือ "อัลกาฟีย์" เล่ม 1 หน้า 462 หะดีษหมายเลขที่ 5 )

สถานะหะดีษ : ศอเฮี๊ยฮฺ ตราจทานโดย อัลลามะฮฺเชคอัลมัจลิซีย์ ใน "มิรอะตุลอุกูล" เล่ม 5 หน้า 357


แต่แม้ว่าหะดีษจะซอเฮี๊ยฮฺแค่ไหน เชื่อเหลือเกินว่าชาวรอฟิเฎาะฮฺในไทยก็คงตอบแบบเดิมๆว่า "ฎออีฟ" อีกตามเคย!?
เพราะ เราคือชีอะฮฺที่ต้องตะกียะฮฺ!!?และอุลามะอฺชีอะฮฺในไทยของเราเป็นลูกหลานนบี "ของแท้" เพราะฉะนั้นจึงเจ๋งกว่าผุ้รู้อิหร่านแน่นอน?????